kamolphong's profilekamolphong's spacePhotosBlogLists Tools Help

kamolphong paeyai

Occupation
Location
Interests
ผมรักแม่

kamolphong's space

September 15

the dark side

 
ข้อ5.(หลังจากติดไว้นาน)
เรื่องที่พอจะทำได้กับเรื่องที่อยากจะทำ      
 
จบไปแล้วกับงานบายเหนี่ยครั้งแรก
เป็นงานที่ประทับใจผมมาก ชอบมาก (ไหนตอนแรกว่าจะถึงตีห้าไง ตีสองเองชิ)
 
...มีน้องมาพูดให้ฟังว่า "ประทับใจพี่ๆรุ่นสามมาก เป็นรุ่นในตำนาน"
น้องมันประทับใจจริงๆ กูต้องรู้สึกดีใจดิ น่าจะภูมิใจ แต่ทำไมถึงไม่...
ทำไงกูจะเก่งวะ ทำไมกูไม่รู้สึกว่ากูเป็นส่วนหนึ่งของความน่าภูมิใจของรุ่นเราเลย
ขอบคุณดนตรีที่ทำให้เรามาพบกัน ให้ตายเถอะกูชอบคำนี้มากๆ
...อุตส่าได้มาพบกันแล้ว ทำไมกูไม่สามารถทำเรื่องที่อยากทำได้ซักที
อยากจะเป็นส่วนนึงของพวกมึง ไม่อยากเป็นแค่เพื่อนสนิท ตบหัว ล้อแม่ ได้แค่นั้น
อยากสนุกกับการเล่น ร้อง กับพวกเราให้ได้มากกว่านี้
น้องๆพูดว่าประทับใจรุ่นสามมาก พูดกับกู แต่กูไม่รู้สึกว่าที่พูดถึงนั่นคือกู
แต่เป็นพวกมึง
...กูแค่บังเอิญมีเศษเสี้ยวนึงไปทำอินเตอร์เซคกับวงกลมที่เรียกว่ารุ่นสาม
...กูดูพวกมึงเล่นกูคิดว่า เจ๋งว่ะ
...กูยังคงไม่เข้าใจเวลามึงพูดคุยกันเรื่องสุนทรียศาสตร์
 
...ที่กูยังไม่อยากให้งานบายเหนี่ยเลิก คงเป็นเพราะเรื่องนี้ด้วยมั้ง
กูอยากจะพูดมั่ง แต่ดันไม่เมา ไม่กล้าพูด พวกมึงคงหาว่ากูบ้าแหง
พยายามจะไม่คิดว่ะ แต่มันคิดไปแล้ว ไม่ลืมด้วยดิ
 
ขอโทษกรด้วยนะครับ อุตส่ามาเป็นคู่ด้วย ไม่ค่อยได้เทคแคร์เลยอ่ะ
 
ชอบบรรยากาศ งานบายเหนี่ยมากๆ นี่ขนาดยังไม่ใช่ปีตัวเอง ยังไม่อยากลับเลยว่ะ 
โฟล์คอบอุ่นมาก ขอบคุณรุ่นพี่ทุกคนครับที่สร้างชุมนุมแห่งนี้ขึ้นมา
 
 
............................................................
.............................................................
.................................................................
 
ผู้ปกครองต้องการเกรดคะแนนที่สูงของลูกไปเพื่ออะไร เอาไปทำไม
คาดหวังอะไรจากใบเกรดกูนักหนาเหรอ
เกรดที่ดูดีช่วยให้ชีวิตมีความสุขมากมั้ย
นักการเมืองจะเลิกคอรัปชั่น??
...ไม่จริงเลย
...ถ้ามันดีจริง...
คนใกล้ตัวกูคงจะรู้จักทำอะไรที่ให้ความสุขกับตัวเองมากกว่านี้
คงจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าเรียนจบ ทำงานห้องแอร์
นักการเมืองคงจะมีคนรักนับถือมากขึ้นกว่านี้
อุตส่าได้เกรดกันดีๆแล้วนี่ ทำไมถึงยังเครียดกับทุกอย่างรอบตัวอยู่ล่ะ
...จะรู้จักพอกับการคาดหวังจากคนอื่นบ้างได้มั้ยวะ
ถึงกูจะเรียนจบด้วยเกรดที่สวยงามขนาดไหน กูว่า
นี่ก็ไม่ใช่ความคาดหวังสุดท้ายของคนใกล้ตัวกูหรอก
มันคงมีอีกไม่รู้จบ
ถ้ากูเป็นผู้ใหญ่จะกลายเป็นแบบนี้หรอวะ
คนเรายิ่งโต ยิ่งแห้งแล้ง ไร้ชีวิตชีวา หรอวะ
 
.....................................................
....................................................
.................................................................
 
"สนใจแต่กิจกรรม
มีแต่กิจกรรมบันเทิง
ไม่เห็นมีกิจกรรมเพื่อสังคมเลย
รับน้อง ลาพี่"
ผมชอบคำพูดพวกนี้จังเลย ให้ตาย
คนพูดเป็นคนที่มีตำแหน่งการงานดี
ไม่ทำกิจกรรมไร้ประโยชน์
กิจกรรมที่ทำเลือกสรรแล้วว่าดี
ประเภท งานรับรองลูกค้า
งานศพญาติคนรู้จัก
งานเลี้ยงต้อนรับเจ้านายใหม่
งานเลี้ยงอำลาเจ้านายเก่าที่เกษียณ
...
เพื่ออะไรล่ะวะ มันก็เป็นการเข้าสังคมเหมือนๆกันนั่นแล่ะ
แค่เป็นสังคมที่ต่างกัน อย่างน้อยจุดที่กูอยู่ก็ไม่ได้จ้องเอา
ผลประโยชน์จากกันเหมือนพวกผู้ใหญ่หลายๆคนหรอก 
ถ้าจะคาดหวังให้กูเป็นนู่นเป็นนี่
ก็ไปเดินเจเจซื้อหมามาเลี้ยงซักตัวดีกว่า
แล้วก็สอนหนังสือมันแบบที่พาฟลอฟทำ
ซักพักเดี๋ยวมันก็เชื่องไม่ดื้อเหมือนกู
อาจจะน่ารักกว่ากูด้วย
 
.................................................
..................................
....................................................
 
คนใกล้ตัวผมชอบว่าผมว่า บ้านช่องไม่อยากอยู่
ห่วงแต่กิจกรรม
หาแต่เรื่องจะออกนอกบ้าน
กลับบ้านดึกๆดื่นๆ
ผมลองคำนวณดูคร่าวๆ
หนึ่งปีมี 365 วัน
กิจกรรมหลักๆในปีนึงๆ ก็มี
รับน้อง 3ครั้ง 9วัน
เที่ยวกับเพื่อนปีละสองครั้ง 10 วัน
งานวันเกิด งานเลี้ยง นัดกินข้าว งานชุมนุม งานของคณะ
จิปาถะ ประมาณให้ไปเลย 60 วัน
รวมๆแล้วปีนึงผมใช้ชีวิตนอกบ้านประมาณ 80 วัน
80 วันที่คิดเป็นร้อยละ 22 ที่ผมถูกว่า
แล้วอีกร้อยละ78ที่เหลือล่ะ
ทำไมคนใกล้ตัวผมไม่เพ่งความสนใจไปที่285วันที่เหลือนี่ล่ะ
จับผิดเรื่องเล็กน้อยอยู่ได้
...
 
เหมือนกูตอนนี้เลยนี่หว่า - -"
 
................................................
..................................
.....................................
 
เครียด เว้ยเว้ยเว้ยเว้ยเว้ยเว้ย
 
เซ็ง เว้ยเว้ยเว้ย
 
ปล่อยเด้เด้เด้เด้เด้เด้เด้เด้
 
ปล่อยไปไปไปไปไปไปไปไป
 
กินเหล้า  ป่ะ
 
*****
อยากไปดูพี่เล่นจริงๆพี่ปอน คงได้เปิดหูกะตาเยอะ
ขอโทษจริงๆครับ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
   
February 25

การบ้านของคุณครูรฐา

วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550

คำสั่ง จงเขียนบรรยายตนเองในสิ่งที่คนอื่นไม่เคยรู้มา 5 ข้อ
 
ตอบ  1.ผมเป็นคนสมาธิสั้น และฟุ้งซ่าน อากัปรกริยานี้อาจไม่ค่อยแสดงออกโจ่งแจ้งต่อที่สาธารณะ
             แต่ถ้าเป็นในที่ที่ไม่พลุกพล่าน หึหึหึ กูรู้สึกว่าตัวเองเหมือนสัมภเวสี กูรู้สึกล่องลอย ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว
             ไม่จดจ่อ
                        มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ (ความจริงมันเกิดขึ้นเป็นประจำ) เนื่องจากวันนี้
                        25 กุมภา เหลืออีก 4 วัน กูก้อจะต้องสอบปลายภาควิชาแรก ภาษาอังกฤษ ชอบมาก
                        วิชานี้ โคตรโปรดปราน ตัวอักษรอัลฟาเบ็ดที่เรียบเรียงอย่างวิจิตรอยู่บนกระดาษเอสี่
                        ความยาว3หน้ากับอีก5บรรทัด พิจารณาดูแล้วก้อบอกกับตัวเองว่า ชั่วโมงครึ่งก็เสร็จวะ
                        เอาล่ะ จับเวลา ขณะนี้เวลา บ่ายโมงมีเศษนิดหน่อยตีว่าบ่ายพอดีละกัน ลงมือแปล
                        ข้อความโพเนกลีฟเหล่านั้นให้เป็นภาษาที่อ่านออก 3 2 1..........................
                        .....................................................................................
                        ...........................555555 เสร็จแล้วว้อย เมื่อยอิ๊บเอ๋งกี่โมงแล้วเน้... ... .
                        4โมง38นาที.. -*-.. มันไม่ใช่ชั่วโมงครึ่งนี่หว่า นับๆดูมัน3ชั่วโมงครึ่ง เห้ยเป็นไปได้อย่างไร
                        (ต่อไปนี้คือข้อความในช่องว่างที่หายไป ขณะนี้เวลาบ่ายโมง 15นาที การแปลอักษร
                        ดำเนินไป2ย่อหน้า...อ๊ะอ๊ะวันพีชเล่ม19 ถึงตอนไหนแล้วหว่า โอ๊ะโอ๊ว เจ้าหญิงบิบีถูก
                        พาตัวไปแล้ว...ลูฟี่อยู่ในกรงขัง...อ้าวว กุญแจถูกไอ้เข้กินไปแล้ว...มิสเตอร์องค์ชาย
                        ใครวะ....ลูกเตะดัดมารยาท ย้ากกกกกกกกก 555 เอ้ยยทำงานต่อ...จบหน้าแรกแล้ว
                        หึหึหึ พักนิดนึงละกัน ไก่ย่างเมื่อกลางวันเหลืออยู่นี่หว่าดีๆ....อิ่มและทำงานต่อๆ เห้ยย
                        เพลงนี้เมื่อกี้กูเพิ่งฟังไปนี่หว่า ทำไมมันเล่นซ้ำวะ ไม่เอาๆ เปลี่ยนๆ เอาเพลงนี้ใส่ไปเพิ่ม
                        ... ไอ้เห้ทำไมย่อหน้านี้มันยากจังวะ หือ เมาท์ออแกน ไหนลองเป่าดิ๊ โด มี อ่าว
                        เร หายไปไหนวะ อ่อๆเจอและๆ มี๊ เร โด่ เร มี๊ มี๊ มี๊...ปวดฉี่เว้ย..เฮ้อโล่ง...ทำงานๆ เว้ยยย
                        ...โอ๊ะ โอ กีต้า ไม่ได้จับนานแล้วว้อย ตรงยัง ตร๊งยั๊ง เห้ยสายเพี้ยน อิ๊บอ๋ายและ ปรับไงวะ...
                        เออตรงแล้วมั้งเนี่ย.. แปลต่อๆ...เสร็จสองหน้าแล้วว้อย...
                        ตกลงคือพรหมลิขิตใช่ม๊ะย ที่เขียนให้เป็นหยั่งงั้น~~~~...นี่มัน คูก้าเหลืออยู่เม็ดนึง กินๆ
                        ทำงานๆๆ... ... zzz zzz... หงือ เผลอหลับ... โน้ววว จบกันเซี้ยะทีจบกันแข่นี้ ไหม่มีใคร
                        มีแต่ฟ้า ฮ้า ฮา...555 ใกล้ความจริงแล้ว อีกย่อหน้าเดียวเว่ย ...เสร็จแล้วเยส) - -''  
                          
                      2.ผมเป็นนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ เอกจิตวิทยา อื้อมันถูกแล้วล่ะ อะงงๆ งงอะดิ
                                 ว่ามันแปลกตรงไหนใครๆก็รู้นี่หว่า ใช่แล้วความจริงมันดูซิมเปิ้ลมาก แต่ผมจะพูดถึง
                                  สาเหตุที่ผมมาเรียนวิชานี้ มันเป็นเรื่องของความกดดัน เรื่องนี้มันต้องเล่าย้อนความ
ย้อนไปเมื่อครั้งกระโน้นสมัยที่ข้าพเจ้ายังเป็นเกรียนตนหนึ่ง ความสนใจ
ณตอนนั้นมุ่งไปยังการ์ด เกมส์ และ การละเล่น มีงานอดิเรกคือเรียน
 บิดา มารดา มักจะพร่ำกล่าวเสมอว่าผลการเรียนอย่าให้ต่ำเกินเกณฑ์
เกรียนผู้นั้นทำตาม
จนกระทั่งเกรียนนั้นเติบโตเป็นนักเรียนมัธยมปลาย(เย่ ไม่เกรียนแล้วคร้าบ)
เขาเริ่มสนุกกับการวาดรูปมากขึ้น จึงตัดสินใจไปเรียน
วาดเส้นอย่างจริงจัง อาจารย์ผู้สอนถามว่า อยากเรียนต่อทางไหน
โอ้ว เขาตกใจมาก เพราะไม่เคยนึกถึงมาก่อน
เขาเริ่มคิด พร้อมกับคำแนะนำของอาจารย์ผู้สอน
เขาจึงตัดสินใจว่า
ศิลปะ คือทางเลือกของเขา
แต่แล้วบางอย่าง ทำให้เขาเปลี่ยนใจ
บางอย่างที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
เป็นธรรมชาติของผู้ประสงค์ดีทุกท่าน
ที่จะ บ่น
เขาเริ่มสงสัยว่า คนเหล่านี้นี้เป็นอะไรกัน
ชอบตั้งความคาดหวังใว้กับเขานัก
ไม่ได้ดั่งหวังก็ บ่น
เขารู้สึกว่าคนเหล่านั้นอาจกำลังไม่สบาย
และเขากลัวที่จะติดโรคเหล่านั้น
เขาอยากรู้สาเหตุของโรคนี้
เหมือนกับการประชดของเด็กดื้อทั่วไป
คำว่าจิตวิทยา ผุดขึ้นมาในหัวของเขา
และเหมือนคนโรคจิต
เขาใช้คำว่าจิตวิทยา เป็นเกราะป้องกัน
จากเสียง บ่น รอบข้าง
ว่าซักวันเขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าคนเหล่านี้เป็นอะไรกัน
เวลาผ่านไป 3 ปี
ตอนนี้เขาคนนั้น
เรียนอยู่จิตวิทยาปี2แล้ว
 
 
     3.มนุษย์อาศัยอยู่บนโลก
        555 เขาก้อบอกอยู่ทนโท่ว่า มานุดอาศัยอยู่บนโลก
        แต่ในช่วงเวลาหนึ่ง กูคิดว่ามนุษย์นั้น อาศัยอยู่ข้างในโลก
        มีเปลือกข้างนอกเป็นท้องฟ้าห่อหุ้มเอาไว้ ไม่ให้เราหลุดลอยไปในอวกาศ
        ในอวกาศเป็นสูญญากาศเราไม่สามารถหายใจได้ ดังนั้นเราต้องอยู่ในโลก
        หึหึหึ ฉลาดสุดๆแล้วกูเนี่ยมีเหตุผลสนับสนุนขนาดนี้ ความคิดกูถูกชัวร์
        และแล้ววันหนึ่ง ในห้องเรียนชั้น ป.1/2 (รึว่า 1/1 วะ ซักห้องเนี่ย)
        คุณครูเดินเข้ามาในห้อง "นักเรียน .. เคารพ" "สวัสดีครับ/ค่ะคุณครู"
        "เอาล่ะวิชา ส.ป.ช.วันนี้เราจะเรียนกันเรื่อง จักรวาลและอวกาศนะคะ"
        "ไหนใครรู้มั่งคะว่า โลกที่พวกเราอาศัยอยู่เนี่ยเป็นดาวเคราะห์หรือดาวฤกษ์คะ"
        "ดาวเคราะห์ค่ะ/ครับ คุณครู" เหล่านักเรียนตัวน้อยตอบคุณครูด้วยใบหน้าที่ยิ้มกริ่ม
        "ดาวฤกษ์ค่ะ/ครับ คุณครู" นักเรียนบางคนตอบคุณครูด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจนัก
        "(คิดในใจ)หึหึหึ ไอ้พวกติ๊งต๊องโลกมันเป็นดาวเคราะห์เว่ย ดาวฤกษ์มันต้องเปล่งแสง
        แถมร้อนด้วย จะไปอยู่ได้ไง" เด็กน้อยคนหนึ่งคิดอย่างผู้มีชัย
        "นักเรียนคะ โลกเราเนี่ยเป็นดาวเคราะห์นะคะ ส่วนดาวฤกษ์เนี่ยจะมีแสงสว่างในตัวเอง
         และมีความร้อนด้วยค่ะ มนุษย์อยู่ไม่ได้นะคะ"
        "555 เห็นมั๊ยถูกทุกอย่าง"เด็กน้อยคิดอย่างลิงโลด พร้อมกับหันไปโอ้อวดกับเพื่อนคนอื่นๆ
        ถึงความเก่งกาจของตน (กูเก่งๆ555) ในห้องบังเกิดความโกลาหลขึ้นชั่วครู่
        "เอาล่ะค่ะ นักเรียนทุกคนเบาเสียงหน่อย"
        "แล้วนักเรียนรู้มั้ยคะว่ามนุษย์เนี่ย อาศัยอยู่บนโลกหรือในโลก"
        "มนุษย์อาศัยอยู่ในโลกค่ะ/ครับ คุณครู"
         นักเรียนทุกคนแย่งกันตอบ คนที่พลาดท่าจากข้อที่แล้วก็รีบตอบเพื่อหวังทำคะแนนคืน
         พร้อมกับทำหน้ายิ้มอย่างเบิกบาน
        "เอ่อ คือ...มนุษย์ อาศัยอยู่บนโลกครับคุณครู..."
         ในห้องเงียบกริบ...
         และก็ตามมาด้วยเสียงหัวเราะที่ดังอื้ออึง คุณครูทำหน้ายิ้มๆ
         "คนมันจะไปอยู่บนโลกได้ยังไง เดี๋ยวก็ตกไปนอกอวกาศหรอก"หลายคนพูด
         "ใช่ๆ หนังสือก็บอกว่านอกโลกน่ะ มันเป็นสูญญากาศ หายใจไม่ได้"หลายคนเสริม
         ตามมาด้วยวาจาเหน็บแนมอีกต่างๆนานา เด็กน้อยผู้ที่กล่าวว่ามนุษย์อาศัยอยู่บนโลก
         นั่งนิ่งไม่พูดอะไร ท่ามกลางเสียงหัวเราะและคำปรามาสจากเพื่อนๆ
         "เอาล่ะๆนักเรียนคะเงียบกันได้แล้ว"
         "ความจริงแล้วมนุษย์นะคะ อาศัยอยู่..."
         นักเรียนทุกคนเตรียมตัวเชิดหน้า
         "...อยู่บนโลกนะคะ"
         ..............................
         ..............................
         รัศมีความควายแผ่กระจายไปทั่วห้อง ป.1/2
         นักเรียนทุกคนนั่งเคี้ยวเอื้องแล้วเหลือบมองผู้แปลกแยก
         ซึ่งขณะนี้ดูตัวลอยและมีรัศมีเรืองรอง
         "ก็หนังสือบอกว่านอกโลกเป็นสุญญากาศนี่หว่า ฮึ่ยยย"
         เด็กน้อยคนหนึ่งคิดด้วยความอับอาย
       
         หึหึหึ ทีนี้พวกมึงคงรู้กันแล้วนะว่ามนุษย์อยู่บนโลกเฟ้ยยย
      เข้าใจกันซะใหม่นะ หึหึหึ
 
 
  
 
 
 
  
 

 
       แก้ข้อผิด
 
    4.ทามาก็อตกระดาษ
       หลายคนคงจำได้ ว่ามีช่วงหนึ่งที่สัตว์เลี้ยงดิจิตอล
        นามว่า ทามาก็อต ออกมาระบาดในบ้านเรา
        "เธอๆ เลี้ยงตัวไรอ่ะ" "ของเราเลี้ยงไก่"
        "แล้วเธอหละ เลี้ยงตัวอะไร" "เราเลี้ยงหมา"
        "น่ารักจังเลย งุงิฮิ งุงิฮิ"
        "หมาเรา 5ขวบแล้วเฟ้ย"
        "ไดโนเสาร์เรา ฉล๊าดฉลาด"
        นี่คือบทสนทนา ของเด็กในช่วงเวลานั้น
        "อยากได้มั่งอ่ะ ซักตัว" ผมคิดในใจ
        เอาละ ผมรวบรวมความกล้า
        แม่กลับถึงบ้าน มาในตอนเย็น
        สงสัยป่ะว่าทำไมต้องรวมความกล้า
        เออ ถึงไม่สงสัยกูก้อจะบอก
        ที่ต้องรวบรวมความกล้า นั่นก้อเพราะ
        การจะขอของเล่นซักอย่างจากแม่
        หมายความว่าคุณต้องยอมรับเงื่อนไขข้อนึงว่า
        มึงเตรียมใจพร้อมแล้วใช่มั๊ย
        เพราะถ้าของเล่นที่ขอมันไร้สาระ 
        หรือผมหาเหตุผลมาอธิบายถึความจำเป็นนั้นไม่ได้
        หรือถ้าราคามันแพงเกินไป
        นั่นหมายถึง หูชาชาชา ลัลล้า~~บ่นแบบมีไดนามิคยาวเป็นเมดเล่
        ..."แม่ครับ ตอนนี้คนเล่นทามาก็อตกันเต็มเลยเนาะ"
        "อื้อ เห็นขายแถวๆที่ทำงานแม่ก้อมี"
        ..."แม่ครับ"
        "มีอะไร?"
        ..."อยากได้ ทามาก็อตตัวนึงง่ะ"
        555 แน่นอนว่าผลลัพธ์คือ อด
        ด้วยความ หงอยเหงา เศร้าสร้อย และน้อยใจ
        ผมหยิบสมุดมาเล่มนึง
        ฉีกทึ้งหน้ากลางออกมาคู่หนึ่ง
        วาดกรอบสี่เหลี่ยม และมีเมนูต่างๆล้อมรอบ
        "เลี้ยงตัวอะไรดีอ่ะ" ผมถามตัวเอง
        "ไดโนเสาร์ไง เท่ดี" ...นั่งเงียบซักพัก
        "กูวาดไดโนเสาร์ไม่เป็นนี่หว่า" ผมเปลี่ยนความคิดแต่...
        "หมากูก้อวาดไม่เป็น - -"
        ผมได้ข้อสรุปแล้ว ผมจะเลี้ยงไก่เพราะผมวาดเป็นแต่ไก่
        "หึหึหึ วันแรกมันต้องเป็นไข่" ผมวาดรูปไข่ลงไปในหรอบสี่เหลี่ยม
        วันต่อมา "ไข่ฟักแล้ว 555ลูกเจี๊ยบตัวกลมๆ" ผมเอายางลบลบรูปไข่ออกแล้ววาดลูกเจี๊ยบตัวกลมๆลงไป
        ซักพัก ผมคิดว่าลูกเจี๊ยบมันคงหิวแล้ว ผมบรรจงวาดถาดอาหารลงไป ตามด้วยแก้วน้ำ
        วันต่อมา ลูกเจี๊ยบโตขึ้นตอนนี้มีขนงอกขึ้นมาบนหัว 3 เส้น กระดาษเริ่มเปื่อยแล้วเพราะผมลบมันบ่อยเกิน
        วันต่อมา ลูกเจี๊ยบโตเป็นไก่วัยรุ่น ผมเปลี่ยนกระดาษใหม่
        วันต่อมา เด็ก12ขวบเริ่มตันทางความคิด เพราะผมไม่รู้ว่าไก่มันจะโตได้มากขนาดไหน
                  และวันนี้มันก็ดูเป็นไก่โตเต็มวัยแล้วด้วย
        วันต่อมา ผมหยุดการเจริญเติบโตของมันไว้แค่นั้น
                  และแล้วเด็ก12ขวบ ก็หมดมุกที่จะครีเอท ไก่ตัวนี้ต่อไป
                  ผมเลิกเล่นทามาก็อตกระดาษ 
          แต่ผมไม่รู้หรอกว่าการกระทำของผม
        คุณแม่คงแอบเห็น
        และคงรู้สึก สมเพทเวทนาลูกน้อย (เขียนงี้ป่ะวะ)
        หลายวันต่อมา แม่หิ้วไก่ทามาก็อตมาให้ผมตัวนึง
        ผมดีใจมาก ราคาของมันตอนนั้นประมาณ 500บาท
        อารมณ์นั้นโคตรรักแม่เลย 555
        .............................................
        .............................................
        จากตอนนั้นถึงตอนนี้ผ่านมา เกือบ10ปีแล้ว
        ลองนึกย้อนดู ก็คิดว่า ตัวกูปัญญาอ่อนใช้ได้
        แต่นานๆที ผมก็ซื้อถ่านมาใส่ แล้วก็เอามันมากดเล่น
        มันก็ยังสนุกดีนะ
 
        ข้อ 5 ติดไว้ก่อนนะเฟ้ยวันนี้ง่วงแล้วว่ะ
         
         
         
 
 
 
    
 
 
 
 
 
 
 
 
        
 
           
 
 
 
 
         
 
            
 
 
 
 
 
  
July 10

welcom to my world

 ในที่สุดก้อได้อัพสเปสแล้ว อยากอัพอะรัยที่มันเป็นสาระเหมือนกันแต่ยังนึกไม่ออกว่ะ
วันนี้อ่านอะไรไร้สาระไปซะเถอะนะ5555 แต่ก้ออ่านไปเหอะมันไม่น่าเบื่อเท่าไหร่หรอก
มันออกจะมีกลิ่นอายของแฟนตาซีซะด้วย เรื่องมันมีอยู่ว่า...
 
...คุณเคยเดินหลงทางมั๊ย? แน่หละถ้ามันเป็นถนนที่คุณเดินเล่นวิ่งเล่นมาตลอด13ปี
คุณจะไม่มีทางหลงได้เด็ดขาดเว้นแต่คุณจะโง่...เท่านั้น แต่แน่หละมันเกิดขึ้นโดยตรงกับผมเองเลย แต่ผมไม่ได้โง่นะ...
   
    มันเป็นบ่ายที่ร้อนอบอ้าวและน่าเบื่อหน่ายของวันอาทิตย์ อันที่จริงผมน่าจะอยู่บ้านแต่ก้อนั่นแหละมีบางเหตุผลที่ทำให้ผมตัดสินใจออกมาข้างนอกนั่นก้อคือแม่ของผมเอง คุณอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงได้ยอมทนออกมาเดินท่ามกลางเปลวแดดอันร้อนแรงและแผดเผาแทนที่จะนั่งกินไอติมหวานเย็นอยู่ในบ้าน ความจริงผมอยากทำอย่างหลังมากกว่าแต่ก้อนั่นแหละแม่ของผมทำให้ผมรู้สึกขาดเอกราชในการอยู่บ้าน เสียงบ่นงุงิงุงิของแม่ทำลายความสงบสุขของผมไปจนหมด ผมทนไม่ได้หรอกเพราะสิ่งที่ผมเรำคาญเป็นอันดับสองรองจากเพื่อนตัวอ้วนพูดจาเสียสติของผมก้อคือเสียงบ่นของแม่ผมนี่แหละ...ผมเดินออกจากบ้านเพราะต้องการจะหาที่ที่สงบเพื่อกอบกู้เอกราชของผมกลับคืนมาและผมก้อคิดได้อยู่ที่เดียว ใช่แล้วที่ที่ผมจะไปคือ ภูเขาหลังหมู่บ้านของผมเอง 
 
    หมู่บ้านที่ผมอาศัยอยู่เป็นหมู่บ้านขนาดกลางๆ ด้วยลักษณะที่ตั้งและอากาศจึงทำให้เหมาะสมกับอาชีพเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ หากมองจากด้านหน้าแถบที่อยู่อาศัยของเราจะอยู่รวมกัน ทางขวาและด้านหลังเป็นทุ่งกว้างสำหรับเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูกพืชพรรณ ด้านซ้ายเป็นเขตชายป่าทอดยาวล้อมไปจนถึงด้านหลังซึ่งติดกับเนินเขา และถัดจากเนินเขาขึ้นไปก้อเข้าสู่เขตเทือกเขา เทือกเขาเหล่านี้เป็นเหมือนกำแพงตามธรรมชาติที่กำบังลมพายุในฤดูฝน หนึงในบรรดาเทือกเขานี้มีภูเขาอยู่ลูกหนึ่งเป็นลูกที่ใหญ่ที่สุดมันมีทั้งหมดเก้าชั้น แต่แค่เพียงในชั้นที่สี่ก้อสูงพอที่จะมองเห็นภาพของหมู่บ้านทั้งหมดได้แล้ว นอกจากนั้นในชั้นสี่นี้ยังกว้าง และมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่ซึ่งเป็นแอ่งน้ำที่มาจากตาน้ำในชั้นที่เจ็ดและแปดไหลลงมารวมกันก่อนจะไหลลาดลงไปเป็นกำเนิดแม่น้ำสายหนึ่งซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่ใช้ในชีวิตประจำวันของคนในหมู่บ้าน ดังนั้นจึงไม่แปลกถ้าชั้นที่สี่นี้จะเป็นชั้นที่ชาวบ้านนิยมขึ้นมาพักผ่อนและรับลม เมื่อขึ้นไปถึงชั้นที่ห้า นี่คือชั้นที่สวยงามที่สุดในบรรดาเก้าชั้นในชั้นนี้คุณจะพบกับน้ำตกขนาดใหญ่ซึ่งเกิดจากการไหลรวมกันของตาน้ำทั้งสี่แหล่งและเป็นน้ำตกที่สูงที่สุด  บนโขดหินที่ลาดชันวางตัวสลับทับกันลงมาในแนวดิ่ง มีม่านน้ำแยกจากกันเป็นสามสายไหลผ่านยาวลงมากระทบกับก้อนหินสีดำกระเซ็นออกมาเป็นคลื่นฟองจากนั้นไหลพาดต่อมายังห้อนหินซึ่งถูกคลุมด้วยพรมตะไคร่สีเขียวอันขาดวิ่นเรียงรายสลับทับกันอยู่ ก่อกำเนิดเสียงซึ่งเป็นท่วงทำนองที่หนักแน่นแต่ก็มอบความเบิกบานให้กับผู้ฟังได้อย่างมหัศจรรย์  ถัดไปยังชั้นที่เจ็ดชั้นนี้เป็นชั้นซึ่งมีความสำคัญกับคนในหมู่บ้านที่สุด ในชั้นนี้เป็นแหล่งกำเนิดน้ำซึ่งมีความสำคัญกับชาวบ้านมากเนื่องจากเป็นชั้นของแหล่งกำเนิดน้ำที่ใหญ่ที่สุดถึงสองแห่ง นอกจากนี้ชั้นเจ็ดยังเป็นที่อยู่ของต้นไม้เก่าแก่ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นไม้ที่ศักสิทธิ์อายุกว่าเจ็ดร้อยปี ชาวบ้านชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่สิงสถิตของเหล่าวิญญาณตามธรรมชาติ เป็นวิญญาณดีซึ่งคอยรักษาผืนป่าและธรรมชาติให้ยังความสมบูรณ์เอาไว้ ดูจากขนาดและความสูงของต้นไม้นี้ก็น่าให้เชื่อเช่นนั้นอยู่ ลำต้นกว้างขนาดเจ็ดคนโอบความสูงแทงยอดเด่นเหนือบรรดาพฤกษาที่รายล้อม ลำต้นตรงยาวขึ้นไปจึงแตกแยกออกเป็นกิ่งก้านสาขาให้ร่มเงากว้างขวาง แต่ขอให้มั่นใจเถอะว่าต้นไม้ต้นนี้ไม่มีตาน้ำผุดขึ้นมาจากรากแน่นอน เพราะต้นนี้ไม่ใช่มหาพฤกษาหรือพฤกษาแห่งชีวิตจากเทพนิยายตะวันตกน่ะสิวะ ใบของมันก้อไม่ได้คืนชีวิตให้กับคนตายได้มันเป็นแค่ใบไม้ จิงๆนะ...
 
   แน่นอนว่าอารมณ์ของผมในตอนนี้ไม่ต้องการจะอยู่ในบริเวณที่เต็มไปด้วยฝูงชนแน่ๆ ผมเลี่ยงจากผู้คนในบริเวณชั้นสี่และห้าเดินต่อไปยังชั้นที่หก ในเวลาและอารมณ์เช่นนี้ชั้นที่หกนี้เป็นชั้นที่ผมชอบที่สุดเนื่องจากเป็นชั้นที่ผมจะหาความสงบสุขได้อย่างแน่นอนเนื่องจากมันเป็นสถานที่ที่ไม่มีอะไรโดดเด่นที่จะดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาหา และในชั้นนี้ยังมีเรื่องเล่าลี้ลับที่เล่าต่อๆกันมาในหมู่บ้านทำให้มีคนน้อยมากจะมาเดินลอยชายอยู่ในชั้นนี้นอกซะจากว่าคุณจะอยากเข้ามาทำสมาธินึกไอเดียเขียนนิยาย... เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ในชั้นที่หกนี้เป็นที่สิงสถิตของเหล่าวิญญาณร้ายที่จ้องทำร้ายคนที่เดินทางผ่านมา มันจะทำให้ใครซึ่งโชคร้ายเดินผ่านมาและเผลอหลุดเข้าไปในอาณาเขตของมันหลงทางหาทางออกไม่ได้ และมันจะพาคนๆนั้นไปปล่อยไว้ยังเมืองลืมเลือน และคนๆนั้นจะถูกลืมเลือนจากโลกภายนอกในที่สุดจะไม่มีใครจำเขาได้ และล้มเลิกที่จะตามหาเขาไปในที่สุด ปล่อยให้คนๆนั้นหาทางออกจากเมืองซึ่งไม่มีใครเป็นมิตรด้วยเอาเอง และแน่นอนว่าเขาเหล่านั้นจะไม่สามารถออกจากที่นั่นได้เลย ผมไม่คิดว่านี่มันเป็นเรื่องจริงหรอกจะพูดให้ถูกคือมันไม่ใช่เรื่องจริงเลย เรื่องเล่านี้คงจะเกิดจากการที่พวกผู้ใหญ่กลัวว่าบรรดาลูกหลานของเขาจะเข้ามาเล่นในชั้นที่หกนี้ เนื่องจากชั้นที่หกนี้ลักษณะป่าไม่โปร่งเหมือนกับชั้นอื่นๆยิ่งเดินเข้าไปลึกก้อจะยิ่งทึบลงๆและมันยังมีส่วนที่เชื่อมต่อกับเขาลูกอื่นอยู่ด้วย หากหลุดเข้าไปแล้วก้ออาจะเป็นอันตรายถูกสัตว์ป่าทำร้ายหรือเกิดอุบัติเหตุต่างๆเอาได้ ฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อต้องการขู่ไม่ให้บรรดาเด็กๆขึ้นมาเล่นในบริเวณที่อันตรายเช่นนี้
   
   หลังจากขึ้นมาถึงชั้นหกผมก็เจอมุมสงบของผมความรู้สึกเป็นเอกราชของผมกลับคืนมาแล้ว ความตั้งใจในตอนนี้คือการนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยรอจนถึงช่วงเย็นผมจะกลับลงไปให้ทันอาหารเย็น ผมนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เสียงนกร้องดังมาเป็นช่วงๆ(หมายถึงดังเป็นระยะๆห้ามคิดถึงหมีแพนด้านะมึง)เสียงธารน้ำไหลริน และสายลมอ่อนๆที่พัดมาลูบไล้ใบหน้าทำให้ผมเผลอหลับไป.......
 
   ..........................................................................................................................
   ..........................................................................................................................
 
   ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงๆหนึ่ง เวลาในตอนนี้เริ่มเย็นลงดวงอาทิตย์คล้อยลงต่ำเกือบจะถูกบดบังด้วยยอดไม้แล้ว ผมมองหาที่มาของเสียงนั้น และแล้วผมก้อต้องประหลาดใจเมื่อเจอที่มาของเสียง แน่นอนล่ะมันไม่ใช่กระต่ายใส่ชุดทักซิโด้ถือนาฬิกาพกแล้ววิ่งไปมาอย่างเร่งรีบแน่ๆ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่อง
อลิสท่องแดนมหัศจรรย์ แต่สิ่งที่ผมเห็นคุณจะว่าผมเพ้อเจ้อหรือตาลายเพราะหิวข้าวเย็นไม่ได้เด็ดขาด เพราะผมเห็นจิงๆ มันเป็นตัวแทสมาเนี่ยนสีน้ำตาลขนฟูๆหน้ารักตัวหนึ่งถือกรงใส่นกทวิสตี้ตัวสีเหลืองมันเดินตัดพุ่มไม้เข้าไปคุยอะไรกันงุงิงุงิ!!! ในวินาทีนั้นตอนแรกผมคิดว่าต้องตาฝาดแต่ผมก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามมันไปเพื่อดูให้แน่ใจ แต่มันยิ่งปรากฎชัดเจนขึ้น มันเป็นตัวแทสมาเนี่ยนกับนกทวิสตี้จริงๆด้วย
มันเดินตัดพุ่มไม้อีกพุ่มหนึ่งข้างๆผาหินซึ่งมีน้ำตกเทลงมาเข้าไป ผมเดินตามไปแหวกพุ่มไม้นั้นดูก้อเจอกับช่องเล็กๆช่องหนึ่งแต่ขนาดมันก็ใหญ่พอให้ผมคลานลอดไปได้ ผมไม่รอช้าหรอกผมคลานเข้าไปในช่องนั้น ทางนั้นไม่ยาวมากผมมองเห็นแสงที่ปลายทางและคลานจนลอดออกมาอีกฝั่งได้ ผมลุกขึ้นยืนแล้วมองหาตัวแทสมาเนี่ยน และตอนนี้ผมเห็นมันแล้วผมเดินตามมันไปห่างๆ มันยังไม่รู้ตัวแน่ๆและยังคงคุยบางอย่างกับนกทวิสตี้อยู่ แต่แล้วผมก้อเผลอทำบางอย่างให้มันรู้ตัวจนได้ ผมเดินสะดุดรากไม้แล้วล้มลงทำให้เผลอร้องออกมาด้วยเสียงอันดังว่า"แม่มรึง"อันที่จริงมันเป็นคำอุทานติดปากมากกว่าการร้อง และคำอุทานของผมก้อคงได้ยินไปถึงหูของตัวแทสมาเนี่ยนด้วย มันสะดุ้งตกใจและรีบวิ่งหนีหายไปในพุ่มไม้(อีกแล้ว)มันคงชอบพุ่มไม้ ผมรีบลุกขึ้นแล้วมองหามันแต่ครั้งนี้มันหายไปจริงๆ ผมลองพยายามเดินหามันอยู่อีกสักพักจนผมรู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวเริ่มเย็นลง แสงอาทิตย์ที่เคยส่องสว่างเริ่มจะลับไปแล้ว เสียงนกร้องขณะบินกลับรังเริ่มดังถี่ขึ้น ผมตัดสินใจเลิกตามหาตัวแทสมาเนี่ยนแล้วเดินกลับไปยังหมู่บ้าน แต่แล้วมันก้อเกิดขึ้น ผมไม่ได้คิดหรอกว่าตำนานเรื่องเล่ามันจะเป็นความจริงตอนแรกผมก้อคิดว่าผมคงแค่เดินเลี้ยวมาผิดทางเท่านั้น แต่พอผมเดินกลับไปทางเดิมที่น่าจะเป็นทางแยกมันก็หายไปไม่มีทางแยกอีกแล้ว ตอนนี้ผมเริ่มเชื่อแล้วว่าเรื่องเล่านั้นเป็นความจริง ติดแค่ตรงที่ผมไม่คิดหรอกว่าตัวแทสมาเนี่ยนที่แสนจะน่ารักจะเป็นวิญญาณร้ายที่เขาพูดถึง และตอนนี้แสงสว่างได้หมดไปแล้วต้นไม้รอบตัวก้อเป็นต้นไม้ที่ผมไม่คุ้นเคยและป่าแถวนี้ยังหนาแน่นกว่ามากด้วย ตอนนี้ผมมั่นใจแล้วว่าผมหลงทางจริงๆ...
 
   มันเป็นคืนที่มืดสนิท อันที่จริงมันไม่ใช่คืนเดือนมืดหรอก แต่ป่าบริเวณนี้มันแน่นมากแสงจากดวงจันทร์ไม่ทำให้ผมมองเห็นโดยรอบเลย อีกทั้งพุ่มใบไม้ยังบดบังไม่ให้ผมมองเห็นดาวที่จะบอกทางได้ด้วย ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่และสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยผมจึงตัดสินใจว่าผมจะหยุดเดินแล้วพัก ผมจะหาทางกลับบ้านอีกครั้งต่อเมื่อมีแสงแรกของวันใหม่ส่องมาเท่านั้น และในตอนนี้ผมก้อต้องใช้ความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดที่เคยรู้มา ผมปีนขึ้นไปบนต้นไม้ต้นหนึ่งเพื่อจะหาที่พักผ่อนในคืนนี้ การนอนบนที่สูงดูจะปลอดภัยกว่าเพราะอย่างน้อยสัตว์บางชนิดก้อทำร้ายคุณได้ต่อเมื่อคุณอยู่บนพื้นดินเท่านั้น ผมนอนคิดเรื่องของวันพรุ่งนี้อยู่บนกิ่งไม้ใหญ่กิ่งหนึ่งประกอบกับความหิวไม่นานผมก้อนอนหลับไป......
 
   เช้ามืดของวันใหม่ผมถูกปลุกให้ตื่นด้วยความหนาวเย็นของอากาศผมนั่งรอจนเริ่มเห็นแสงลางๆผมจึงตัดสินใจลงจากต้นไม้ และเมื่อแสงส่องสว่างจนกระทั่งสามารถมองเห็นโดยรอบได้แล้วผมก็พบว่า ผมไม่สามารถมองเห็นได้ไกลเกินระยะสี่ก้าวแน่ๆ นั่นเพราะว่าบริเวณโดยรอบถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกที่หนาแน่น แต่ผมไม่ต้องการทนรอจนกระทั่งหมอกจางลงแล้ว ผมตัดสินใจเดินไปตามทางที่มีแสงอาทิตย์ส่องมา ผมเดินคลำต้นไม้ไปเรื่อยๆจนผมรู้สึกว่าต้นไม้แถวนี้บางลงและหมอกที่หนาแน่นอยู่จนถึงเมื่อครู่นี้เริ่มจางลงแล้ว ผมมองเห็นทางมากขึ้นและยังจับทิศทางจากดวงอาทิตย์แล้วเดินต่อไป ผมเดินไปทางทิศตะวันออกเรื่อยๆเพราะมันเป็นทิศที่หมู่บ้านของผมตั้งอยู่ ในที่สุดผมก็เดินออกมาจนพ้นเขตป่า แต่ผมกลับพบว่าสิ่งที่ผมเห็นนั้นมันไม่ใช่หมู่บ้านที่ผมเคยอยู่ อืม...เอาและมาถึงตอนนี้ผมขอหยุดเล่าไว้แค่นี้ก่อน เพราะแค่นี้มันก้อยาวมากแล้ว แต่ตอนนี้ผมว่าผมเดินทาง.. ความจริงคือผมหลงทางจนมาถึง
"เมืองที่ถูกลืมเลือน"แล้ว
ยังไงผมก้อคิดว่าเราจะได้เจอกันอีกแล้วถึงตอนนั้นผมจะเล่าให้คุณฟังว่าเมืองนี้จริงๆแล้วมันไม่ได้เป็นเหมือนกับในเรื่องเล่าเลย มันมีอะไรหลายๆอย่างที่น่าสนใจทีเดียว
 
...................................................
...................................................
 
กร้ากๆๆๆๆ สำหรับใครที่สามารถอ่านมาจนจบได้ ก้อขอชมจริงๆ
อันที่จริงอย่างที่ผมบอกไปแล้วเรื่องนี้มันไม่ได้แต่งขึ้นหรอกนะ
มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจิงๆ แต่มันบวกเข้ากับอารมณ์เพ้อเจ้อของผมมากไปหน่อย
มันเลยกลายเป็นอย่างงี้ไง
แต่เขียนบล็อกนี้แล้วผมปลดปล่อยจิงๆ555
แล้วเจอกันใหม่นะค้าบเรื่องนี้ยังไม่จบ
April 14

ผมเปลี่ยนสีสเปซแล้วน้า เด๋วตาบอดกันหมด555

ขอโทดทีทำให้ทุ้กๆคนตาบอด...สีนี้คงทำให้ธาตุของทุกคนเสถียรขึ้นนะ 555 สีนี้มันมีที่มา
 
วันนี้วันที่ 14 เอ่อความจิงมันต้องเมื่อวานนี่หว่านี่มันจะตี3แร้วมันต้องเปนวันที่15ดิ...
โอ๊ววว...
เมื่อวานวันที่ 14 ผมเพิ่งกลับมาจากไปเที่ยวเพชรบูรณ์
เป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปเพราะผมยังไม่เคยไปมาก่อน เอ๊าวววก้อถ้าเคยไปแล้วมันจาเป็นครั้งแรกได้ไงวะ
ดูดิ๊เขียนลงไป...เป็นที่ที่ทำให้ผมตัดสินใจได้ว่า กุเปลี่ยนสีในสเปซดีกว่า แต่นั่นก้อหลังจากที่อ่านคอมเม้นแร้วนะ 555 ทำไมวะ...สงสัยใช่มั๊ย
นั่นดิมันน่าสงสัยจะตาย
คือยังงี้ สีนี้เนี่ยกับสถานที่ที่ผมไปเที่ยวมาเนี่ยมัน..ยังไงดีวะ ไม่มีรูปให้ดูอีกไม่ได้ถ่ายมาหวะ
เอางี้ใครที่อ่านอยู่ตอนเนี้ยของให้ลองนึกภาพหุบเขา อือรึจะเป็นภูเขาก้อด้ายนะ เออเอาเป็นภูเขาดีกว่า
บนพื้นที่ความสูงมากกว่า700เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เราจะสามารถมองเห็นภูเขาที่มีต้นไม้สีเขียวปกคลุมวางตัวสลับทับซ้อนความสูงต่ำบ้างสูงบ้างสลับกันไป ลูกที่อยู่ใกล้ที่สุดมองเห็นเป็นสีเขียวที่ไม่เข้มมากนัก ลูกที่ไกลออกไปก้อจะทะมึงลงเรื่อยๆและจะยิ่งพร่ามัวลงๆเพราะถูกบังไว้ด้วยม่านหมอก ภูเขาพวกนี้วางตัวทอดกันเป็นแนวและล้อมรอบเราอยู่ทุกทิศทาง สีเขียวของต้นไม้ถูกตัดด้วยสีเทาของถนนคอนกรีตที่เลี้ยวไปมามีโค้งรูปตัวเอจนถึงตัวอักษรสุดท้ายของภาษาอังกฤษตัดผ่านภูเขา ไว้ให้รถวิ่ง ...ความจริงใครมีม้าหรือควายถ้ามันวิ่งขึ้นเขาได้ก้อคงเอามาวิ่งได้มั้งนะ...มันผิดกฏจราจรป่ะวะ...แล้วก้อสีน้ำตาลแดงจากพื้นดินระหว่างหุบเขา เป็นพื้นดินที่ขนาดแตกต่างกันไป เป็นพื้นที่ที่เอาไว้ทำไร่ ใช่ๆที่ตรงนี้ส่วนมากคนท้องถิ่นเขาประกอบอาชีพทำไร่ปลูกผักกัน ใครนึกภาพไม่ออกก้อลองนึกถึงในหนังดูนะ หนังฝรั่งจะดีกว่าเพราะมันจะมีพวกทำไร่ทำสวนเยอะกว่า ก้อนั่นแหละที่นั่นจะมีไร่เยอะแยะ แล้วก้อภาพที่ปรากฏต่อสายตาเวลาเราไปเที่ยวเนี่ยมันก้อสวยจิงๆ ภูเขาสูงๆตัดสลับกับไร่ปลูกพืชผัก มีถนนสองเลนคดเคี้ยวไปมาตัดผ่าน เหมือนอยู่ต่างประเทศเลยหวะแหม่มันดีเจงๆ เอ่อ แล้วก้อที่ตรงนี้ถ้าเรามาในช่วงหน้าหนาว เขาว่ากันว่าจะสวยที่สุด จะเรียกได้ว่าเป็นสวิสเซอแลนด์เมืองไทยได้เลย เพราะพอเข้าหน้าหนาวต้นไม้ก้อจะเริ่มผลัดใบทิ้ง ภูเขาทั้งแถบก้อจะเปลี่ยนเป็นสีแดงๆคล้ายกับใบเมเปิ้ลของฝรั่ง
เค้าก้อเลยเรียกกันอย่างงั้น...
ที่พักมันก้อจามีหลายแบบ แบบที่เขาทำไร่แล้วให้แขกเข้าไปพักในไร่เขาได้ก้อมี ทำเป็นบ้านพักรอบทะเลสาบที่เขาขุดเอง เออทะเลเฟ้กนั่นแหละ ก้อมี เว้อววว เป็นรีสอร์ทรึเป็นโรงแรมก้อมี
แต่ที่บอมไปพักมาก้อเป็นบ้าน บรรยายยากว่ะคับแต่สวยน่าอยู่จิงๆ คือเป็นบ้านที่ตกแต่งด้วยไม้อ่ะ มันก้อเลยดูเข้ากับบรรยากาศภูเขากับไร่ดี อากาศที่นั่นมันก้อไม่เย็นเท่าไหร่นะ ก้อมันล้อมด้วยภูเขาเลยนี่หว่า แต่ก้อไม่ร้อน
...นั่นแน๊ ไม่ร้อนแต่ไม่เย็น...กวนตีนนะเมิง...
  .....................
อาหารที่นั่น มันก้อเน้นไปทางผักกับใบไม้ แต่โว้ววว ของเค้าดีเจงๆเรยว่ะผักมันสดรสชาติดีจิงๆ
เอ๊อออ มันก้อต้องสดดิก้อมันถอนจากไร่ก้อเข้าปากเลยนี่หว่า 555 เห้ยย-*- มึงนี่ตะกละจังล้างแล้วค่อยกินดิวะ...
เออ แล้วสรุปว่ามันเกี่ยวกะสีของสเปซกุตรงไหนวะเนี่ย 555+
 
ที่โม้มาตั้งนานเนี่ยก้อคืออยากจะบอกเพื่อนๆว่าเปลี่ยนสีสเปซแล้วนาคับ กลัวเพื่อนๆตาบอดกัน แล้วสีเนี้ยมันดูเป็นธรรมชาติดี
เป็นสีที่คล้ายกับสีของพระอาทิตย์ตอนเช้าๆ หรือตอนที่อ่อนแสงแร้วในตอนเย็นๆก้อด้ายรึถ้าไม่ใช่ก้อแปลว่าจิตหลอนคิดไปเองอยู่คนเดียว เห็นแร้วนึกถึงที่ไปเที่ยวมา แต่กลัวไม่ได้ฟินก้อเลยอธิบายให้มันพอจะเห็นภาพลางๆ แต่ถ้าอยากจะเห็นภาพชัดๆเนี่ยต้องลองไปดูแล้วจะรู้ว่ามันสวยไม่เหมือนคนจิงๆ
ถ้ามีโอกาสก้ออยากจะไปเที่ยวกับเพื่อนๆนะคับ มันเป็นธรรมชาติแล้วก้อส่วนตัวดีมาก
ไว้หาเวลาไปรื่นเริงกันอีกน่อ
เบร้อวววว...
สุดท้ายก้อ ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมเยียนกัน บอมก้อคงไม่ค่อยได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงสเปซตัวเองบ่อยนัก เพราะทำไม่เปนหวะ แต่ก้อจะเข้าไปเม้นของเพื่อนๆให้และกัน
 
ขอบคุณที่เพื่อนๆเข้ามาในพื้นที่ของผมทั้งๆที่มันรกร้างมากๆ
ไม่น่าเชื่อว่าที่กันดารขนาดนี้ยังเข้ามาถูก 555
 
ขอบคุณกรที่ชมว่าบอมกวนตีน...เอ๊ออออยังไงเนี่ย
 
ขอบคุณแนนที่เอาวิธีทำสเปซมาให้ศึกษาค้าบ ไม่สัญญานะแต่อ่านแล้ว จะลองทำดู
ขอบคุณเจงๆ
 
รักเพื่อนๆแก๊ง6/8...จะ5ปีแล้วน่อ
 
รักเพื่อนๆโฟล์คเน้อ
 
สวัสดีมีชัยว่ะ
 
April 09

ผมมี space แล้วคับ...แล้วมันทำไมว้า?

มี space ของตัวเองแล้วคับเห็นเพื่อนมันทำกันหมด เอาวะเด๋วกุทำมั่ง...
 
โอ้ววว...แล้วนี่มันอารัยมั่งวะเนี่ย มันดูยากเกินรึว่ากุโง่เองวะ...บรื้วววว
 
...เง้อ...
 
Photo 1 of 118